DMG BOOKS - หนังสือคุณภาพ
หน้าแรก ห้องข่าว White Ocean Society ห้องวิดีโอ ตระกร้าสินค้า
ทรงคุณค่า
ธรรมะ
สุขภาพกาย
บริหาร-การตลาด
พัฒนาตนเอง
ปกิณกะ-อัตชีวประวัติ
DMG Music
วรรณกรรมฯ
คนไทย 'หัวใจสีขาว'
 
 
alt
  ขุมทรัพย์จากพระไตรปิฎก
 
Print
ISBN :
978-616-7036-09-0
 Barcode :
978-616-7036-09-0
 Pages :
166
 Author :
พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
 Weight :
.4 (kg)
 Dimension :
15 x 23 ซ.ม.
 Publisher :
 Prices :
185฿ / 175฿ (ส่วนลด 10฿)
+

ขุมทรัพย์จากพระไตรปิฎก


ปฐมภาค
ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า
ความรู้ล้ำค่าที่หาไม่ได้จากที่ใดในโลก!


เนื้อหา

 

จากประสบการณ์และการศึกษาธรรมของ พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตโต ซึ่งสำเร็จวิชาธรรมเปรียญ 9 ประโยค ตั้งแต่เป็นสามเณร ได้รับปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อีกทั้งเป็นอาจารย์สอนวิชาธรรมทั้งภาคปฏิบัติและทฤษฎี

จากความรู้และภูมิธรรมที่ท่านสั่งสมมา ผนวกกับขุมทรัพย์ความรู้ที่ท่านค้นพบจากพระไตรปิฏก จึงเป็นที่มาของหนังสือที่จะทำให้คุณมี ‘ปัญญา’ ที่นำไปใช้ได้ในชีวิตจริง อย่างที่เรียกว่า “ยิ่งใช้ ยิ่งเพิ่ม ยิ่งเติม ยิ่งคม”

ขุมทรัพย์จากพระไตรปิฎก เป็นการคัดสรรเรื่องราว ‘ชาดก’ ซึ่งเป็นบทพระคาถาที่ร้อยเรียงอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 27-28 ขุททกนิกาย ชาดก เป็นบทสรุปของคำสอนในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ผ่านทุกข์ ผ่านสุข ผ่านเรื่องราวแห่งชีวิตมานับชาติไม่ถ้วน เรื่อยมาจนกระทั่งภูมิธรรมเต็มบริบูรณ์ แสงสว่างแห่งปัญญาสว่างโล่ง บรรลุเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รู้ซึ่งถึงความจริงทั้งมวล

ธรรมะภายในเล่มจึงมีคุณค่าอนันต์ และถูกย่อยให้กลายเป็น ‘แหล่งความรู้’ ที่คนทุกระดับเอื้อมถึง มีเนื้อหาและวิธีการเขียนที่สามารถเลือกอ่านได้ตามจริตที่ชอบ

ท้ายเล่มสรุปเป็น วาทธรรมและวลีเด็ด ซึ่งเป็นหัวใจของการดำเนินชีวิตอย่างมีหลักการ และไม่พลาดพลั้งเสียรู้ผู้อื่น และความโง่เขลาของตนเอง

ดังนั้น คำสอนที่พุทธองค์ให้ไว้ จึงเปรียบมรดกล้ำค่า ที่มีความประณีต และถูกต้องอย่างที่สุด! เป็นเครื่องหมายแห่ง ‘บทเรียนชีวิต’ ที่ใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตได้ดีที่สุดเหมาะกับทุกยุค ทุกสมัย ตราบใดที่โลกนี้ยังมีมนุษย์!

 

เนื้อหาบางส่วน

 

ปากเป็นเอก เลขเป็นโท

๑.
ยญฺหิ กยิรา ตญฺหิ วเท
ยํ น กยิรา น ตํ วเท
อกโรนฺตํ ภาสมานํ
ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
ขุ. ชา. ๒๗/๕๗๙


ทำสิ่งใดได้ ค่อยควรพูดถึงสิ่งนั้น
ทำสิ่งใดไม่ได้ อย่าริอาจพูดถึงสิ่งนั้น
คนไม่ทำดีแต่พูด บัณฑิตกำหนดรู้ทัน

ทำได้ทำดียิ่ง เผยความจริงพูดมาเถิด
คนรู้จะชูเชิด ใช่แล้วชอบสิ่งที่ทำ
ทำไม่ได้ควรงด ขืนโป้ปดเขาจะขำ
พร่ำเพรื่อพูดระกำ จะระทมเพราะวาจา
ผู้รู้ท่านดูเห็น ชายนี้เป็นคนมุสา
น่าละอายเอือมระอา พูดแต่ปากยากจะทำ ฯ

คนชอบคุยโม้โอ้อวด “จอมโว” ถ้าทำได้สำเร็จตามที่ตนคุยโม้ก็ไม่เป็นไร ผู้คนอาจจะรู้สึกหมั่นไส้บ้าง แต่ก็ยอมยกนิ้วให้“เออ มันเก่ง”จอมโววาดลวดลายได้สวย ปลอดภัย แต่ถ้าทำไม่สำเร็จรับรองหูต้องร้อนฉ่าด้วยเสียงด่าขรม ผู้คนพากันสมน้ำหน้า ไม่สมค่าราคาคุย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด โดยเฉพาะเรื่องการแข่งขันขับเคี่ยว อย่าเพิ่งมั่นใจ เราคิดว่าเราเก่ง แต่ก็มีคนเก่งกว่าเรา เราคิดว่าเราแกร่ง แต่ก็มีคนแกร่งกว่าเรา “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” (เหนือกระดาษมีซาลาเปา) สำหรับคนฉลาด หากถูกไถ่ถาม จะไม่ออกตัวรับประกันความสำเร็จล่วงหน้า เพราะรู้ว่า มันพลิกผันได้ทุกเวลา ชัยชนะเฉือนกันแค่ปลายจมูก ตกเพียงแต้มเดียวก็ร่วงเสียแล้ว จึงมักพูดว่า “ผมจะทำให้ดีที่สุด ทำสุดความสามารถ” เพราะหากไม่ประสบผลสำเร็จผู้คนก็ยังเห็นใจไม่ด่าซ้ำเติม ถึงกระนั้น แม้ประสบผลสำเร็จ การคุยโวโอ้อวดก็ไม่ใช่เรื่องดี คนอาจจะให้บทเรียนราคาคุย “แชมป์ถูกชกนอกเวที” ดูซิ ทนสนับมือได้ไหม จริงอยู่ แชมป์ได้มายาก แต่ยากยิ่งกว่านั้นคือการรักษาแชมป์ และเมื่อถึงบทอวสานจะลงอย่างไรดี ควร “ตายแบบศพสวย” ดูเหมือนคนเราไม่ตระหนักเรื่องนี้ คน “พูดดีทำไม่ได้” มากกว่าคน“พูดดีทำได้”นโยบายเพ้อฝัน ดังนั้น ก่อนจะพูดเรื่องอะไร ควรพิจารณาดูสักนิดว่า ตนอาจสามารถหรือเปล่า ทำไม่ได้น่าอับอายขายหน้า ผู้รู้แย้มสรวลนึกสงสารอยู่ในใจ จอมโวหมดลดลาย ตกม้าตายเสียแล้ว

๒.
ตสฺมา กาเล อกาเล จ
วาจํ รกฺเขยฺย ปณฺฑิโต
นาติเวลํ ปภาเสยฺย
อปิ อตฺตสมมฺหิ วา ฯ
ขุ. ชา. ๒๗/๖๒๔

บัณฑิตรักษาถ้อยวาจาไว้
ทั้งในกาลควรและไม่ควร
ไม่พูดพร่ำเพรื่อเกินเวลา
แม้ในบุคคลผู้เสมอกับตน

ถ้อยคำควรประจักษ์ เพื่อรู้รักษ์ในทุกเรื่อง
พร่ำพูดไปจะเปลือง เปล่าประโยชน์เกิดโทษแทน
กาลควรไม่ควรรู้ นั่งนิ่งอยู่งดเงียบแสน
ขืนพูดคงคลอนแคลน ขัดข้องเคืองเกิดเรื่องกัน
อย่าพร่ำเพรื่อพูดมาก คนไม่อยากฟังหยามหยัน
พวกพ้องเพื่อนหนีพลัน เพราะพูดล่วงเกินเวลาฯ

ถ้อยคำหรือคำพูดที่เปล่งออกทางปาก แม้มิได้ออกเรี่ยวแรงเหมือนออกกำลังทางกาย (พูดไม่เหนื่อย แต่ถ้าเปล่งเสียงพูดนานๆ ก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะใช้พลังลมปราณ ลมออกจากปากมาก) แต่การพูดทางวาจากลับส่งผลเสียมากยิ่งกว่าการกระทำทางกาย กรณีรุดลงจากเวทีไปชกต่อยตบตีกัน ก็เพราะปากเป็นเหตุ “พูดอย่างนี้ ต้องเอาเลือดออกจากปากมันซะหน่อย” นี่แหละ“พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากจะเป็นสี” จริงใช่ไหม คนเราอดทนอะไรก็พออดทนได้ แต่อดทนคำพูดมักอดทนไม่ได้ โดยเฉพาะคำพูดกระทบกระเทียบเสียดสี ค่อนแคะกระแหนะกระแหน

อย่างไรก็ตาม คำพูดคำจาควรระมัดระวังกันให้มากๆ อย่าพร่ำเพรื่อพูด แม้กับคนคุ้นเคย อย่าคิดว่า คุ้นเคยกันแล้ว ฉันจะพูดอย่างไรก็ได้ พูดโดยไม่รักษาน้ำใจมิตร จะทำให้แก้วแห่งมิตรภาพก็แตกร้าว เลิกคบไม่ไปมาหาสู่กัน “ปากร้ายทำลายมิตร” แท้ๆ อนึ่ง เรื่องการพูดจานี้ควรดูคู่สนทนาบ้างว่า เขาสนใจฟังเราหรือเปล่า อดทนฟังเราหรือไม่ และที่สำคัญคือควรรู้กาล รู้ไหม คนประเภทใดน่ากลัวที่สุด เจอผียังดีกว่าเจอคนประเภทนี้ “น่ากลัวยิ่งกว่าผี” นั่นคือคนพูดมาก พอได้พูดละก็ประเภท “non stop” ไม่หยุด ไม่มีช่องไฟ คิดดูสิ พูดจนโทรศัพท์สายไหม้ ไม่น่ากลัวหรือ พูดดี แต่ถ้าพูดมากไปก็ไม่ดี พูดดีไม่จำเป็นต้องพูดมาก พูดพอประมาณ พูดพอสมควรแก่เวลา นั่นแหละบัณฑิตสรรเสริญ ระวังพูดมากปากพาจน

๓.
นาติเวลํ ปภาเสยฺย
น ตุณฺหี สพฺพทา สิยา
อวิกิณฺณํ มิตํ วาจํ
ปตฺเต กาเล อุทีริเย ฯ ขุ. ชา. ๒๗/๙๖๖

ข้าราชการไม่ควรพูดมากจนเกินไป
แต่ก็ไม่ควรนิ่งเงียบอยู่ตลอดเวลา
ถึงเวลาก็พูดพอประมาณ ไม่พร่ำเพรื่อ

ข้าราชการเอ๋ย ไม่ควรเอ่ยวาจามาก
ตนเองจะลำบาก เพราะเปิดปากพูดมากไป
แต่อย่านิ่งเงียบเฉย กาลล่วงเลยเคยมองไหม
ไม่รู้เรื่องอะไร มัวหลงลืมอยู่โลเล
ครั้นถึงกาลควรกล่าว อย่าตื่นข่าวจนไขว้เขว
รู้ควรไม่รวนเร รับเรื่องราวกล่าวพอดีฯ

ข้าราชการคือคนทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณของพระราชา “บริกรของประชาชน” ข้าราชการผู้น้อยอยู่ภายใต้คำบังคับบัญชาของผู้ใหญ่ จะเจริญเลื่อนขั้นหรือไม่ นอกจากอยู่ที่ความขยันขันแข็งทำหน้าที่การงานตามที่ตนรับผิดชอบจน “ผลงาน” ปรากฏแล้ว ยังอยู่ที่ “ถ้อยวาจา” ว่าจะฉลาดในการพูด “เพ็ดทูล” เพียงใด ดูเหมือนว่าแทบทุกยุคสมัยข้าราชการเจริญเลื่อนขั้นไม่น้อยจะใช้ทางลัดตามใกล้ชิดเจ้านาย “ประจบประแจง” กลายเป็นว่าคนทำงานด้วยปากเจริญเร็วกว่าคนทำงานด้วยกาย ซึ่งเหน็ดเหนื่อยกว่า

แม้เรื่องนี้ดูน่าตำหนิ แต่ก็ยากจะปฏิเสธความจริง คนทำงานงุดๆ เก็บตัวเงียบ ขาดมนุษย์สัมพันธ์ต่อเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน ไม่รู้จักทักทายพูดจาบ้าง ก็ยากจะเจริญเลื่อนขั้น โดยเฉพาะกับเจ้านายที่ชอบให้ลูกน้องเข้าหาพูดจาเอาอกเอาใจ ประหลาดแต่จริง รู้ทั้งรู้ว่า เจ้าคนนี้มันประจบ แต่ก็ยังชอบ “เจ้านายชอบเอาใจ”? จริงอยู่ วาจามีส่วนในการเลื่อนขั้น แต่คนละอายไม่อาจทำตัวเป็นเสือกินน้ำข้าวก็ไม่ใช้วิธี “ยื่นปากสอพลอ” เพียงแต่ถึงเวลาพูดก็พูดและรายงานตามข้อเท็จจริง ข้าราชการที่ดีไม่ควรตามใจเจ้านายเสียทุกอย่าง เรื่องที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ แม้ขัดใจ ก็ควร “แย้มพราย” รายงานให้รู้บ้าง อย่ามัวเงียบเฉย อย่ากลัวเลย ขอเพียงไม่พูดมาก พูดตามข้อเท็จจริงและพูดพอประมาณ ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง เจ้านายชอบเอาใจไม่อาจทำอันตราย


สารบัญ
  • ปากเป็นเอก เลขเป็นโท
  • พินิจวาจา ก่อนพาที
  • รัก - ไม่รัก
  • ครบเครื่องเรื่องคบ
  • คุ้นเคยคือ...
  • มิตรแท้ ศัตรูแน่นอน
  • วางใจ - เจ็บปวด
  • ยอดหญิง
  • เร็ว - ช้า
  • ถือฤกษ์ - ลาโชค
  • แด่...ท่านศรีบัณฑิต
  • ใช่เลย...คนพาล
  • ลาก่อน...คนโง่
คำนำผู้เขียน

 

ความนำสู่ความใน

“ไม่เปลี่ยนแปลงไม่เกิดนวัตกรรม” การเขียนความอธิบายชาดกของข้าพเจ้าครั้งนี้ถือว่า “ลดระดับการบิน” จากเดิมที่เคยบินสูงเขียนแนวกรรมฐานเชิงลึก เฉพาะกลุ่มผู้ปฏิบัติ แนวคัมภีร์เชิงวิชาการ ก็ลดลงมาบินต่ำเขียนแนวกว้างเชิงสังคม ทั้งนี้ เพราะชาดกอยู่ในระดับศีลธรรมและจริยธรรม ให้คติธรรมขั้นพื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิตอย่างดีงาม ไม่ลึกซึ้งถึงขั้นปรมัตถธรรม จัดเป็น “ธรรมะกับชีวิต” เรียกว่า “ชาดกชาวบ้าน” อาจเลยขึ้นสู่ขั้นสูง แต่ก็สิ้นสุดที่สรวงสวรรค์ ไม่ถึงพระนิพพาน ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นสองภาค คือ ปฐมภาค ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า และ ทุติยภาค ขุมทรัพย์สุดสรวงสวรรค์

ธรรมะจากชาดกมีหลายเรื่องหลากรส การอธิบายของข้าพเจ้าก็ออกมาหลายเรื่องหลากรสเช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าเชื่อว่าความอธิบายครั้งนี้ครอบคลุมทุกมิติ ศาสนา ปรัชญา การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม การเมือง แม้กระทั่งการกีฬา “ได้ทุกรสครบทุกเรื่อง” นอกจากนั้นบุคคลสำคัญๆ ทั้งดีที่สุด เช่น อับราฮัม ลินคอล์น มหาตมะคานธี ทั้งที่ชั่วที่สุด เช่น ฮิตเลอร์ มาร์กอส ก็ร่วมอยู่ในเนื้องานเป็นทั้งเยี่ยงและอย่าง

“ขุมทรัพย์จากพระไตรปิฎก” บางบทชวนขำ แทรกมุกขาวระหว่างบรรทัด “อ่านอมยิ้ม” บางบทลงหนักเล่นแรง “อ่านเจ็บ” บางบทออกลูกแย็บ บางบทสะกิดต่อมความคิด ชวนพิจารณาตั้งคำถาม บางบทช่วยหาทางออกทางความคิด เปิดมุมมองใหม่ บางบทซ่อนปมปริศนาธรรมสื่อผ่าน “ภาษาสัญลักษณ์” อาศัยการตีความ

บางครั้ง “ช่วงดีช็อตเด็ด” รวมสาระผสมแทรกอยู่ในหลายเรื่องหลากรส ข้าพเจ้ารู้สึกเพลิดเพลินที่ได้หลั่งระบายความคิดออกมาเป็นตัวอักษรหนังสือ “อักษร: สื่อแห่งความสุข” แต่ครั้นเขียนขุมทรัพย์จากพระไตรปิฎกจบ ละครหลายเรื่องหลากรสก็พลันรูดม่านปิดฉากลง และออกไปเริ่มเปิดฉากใหม่กับท่านผู้อ่านทันที ท่านผู้อ่านพร้อมจะเพลิดเพลินเจริญใจกับหลายเรื่องหลากรสที่ปรากฏอยู่ใน “ขุมทรัพย์จากพระไตรปิฎก” นี้หรือยัง หากพร้อมหนังสือเล่มนี้อยู่ในมือแล้วมิใช่หรือ อย่ารีรอ เปิดออกอ่านเลย

 

คำนำสำนักพิมพ์

 

สุภาษิตของสุนทรภู่ที่กล่าวไว้ว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน...” ให้ความหมายชัดเจนว่า เพียงแค่มีวิชาความรู้ติดตัว ก็เท่ากับมีทรัพย์สมบัตินับแสนอยู่ในกำมือ

ในการดำเนินชีวิตเวียนวนอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน “ความรู้” มีความสำคัญมากในแง่ของการใช้เป็นเครื่องมือทำมาหาเลี้ยงชีพตนเอง อีกทั้งยังช่วยนำพาให้อยู่รอดปลอดภัย สามารถเผชิญหน้ากับอุปสรรคปัญหาได้ทุกรูปแบบ จะอยู่ที่ใดก็ตาม หากมีความรู้เสียอย่างก็สบายไปร้อยแปดอย่าง ดังนั้น การขวนขวายหาความรู้ไว้เป็นสมบัติของตนเองจึงถือเป็นเรื่องที่ควรทำ

“ความรู้” แตกต่างจากทรัพย์สินเงินทอง การสะสมความรู้ให้กับตนเองนั้นเรียกว่ายิ่งทำมากก็ยิ่งดี และยังสามารถนำออกมาใช้ได้อย่างไม่มีจำกัด ไม่มีวันหมดตราบเท่าที่เรายังหมั่นค้นคว้าหามาใส่ตัวเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ทรัพย์สินเงินทองกลับไม่จีรังยั่งยืน ยิ่งใช้ไปมากเท่าไรก็ยิ่งจะหมดไปมากเท่านั้น การเร่งหาเงินทองมาไว้ในครอบครองดูจะเหนื่อยยากยิ่งกว่าการหาความรู้ประดับสมองหลายเท่า

สอดคล้องกับ “ขุมทรัพย์จากพระไตรปิฎก” เล่มนี้ที่ พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ บรรจงร้อยเรียงและขยายความจากพระไตรปิฎกที่งดงาม มาเป็นบทร้อยแก้วที่อ่านง่าย ทันสมัย เข้ากับโลกยุคใหม่ เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งขุมทรัพย์ที่เราทุกคนสามารถตักตวงไว้เป็นสมบัติส่วนตัวได้ เพราะในเนื้อหาที่อ่านสนุกนั้น แฝงไว้ด้วยแง่คิดหลักธรรมที่ล้วนเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทั้งสิ้น ทุกถ้อยประโยคชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตที่นำไปปฏิบัติได้จริง ดังเช่นที่ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ. 9 ราชบัณฑิต) กล่าวไว้ว่า

“...เหล่านี้แหละคือขุมทรัพย์ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ซึ่งสามารถขุดค้นนำมาใช้สอย คือปฏิบัติตามได้อย่างไม่มีวันหมดและไม่มีจบสิ้น ใช้หากินดำรงชีพได้ตลอดไป ทั้งนำไปแจกจ่ายแนะนำสั่งสอนลูกหลานสืบต่อไปด้วย พระมหาอุเทนเธอได้ขุดค้นขุมทรัพย์นั้นมาส่วนหนึ่ง แล้วนำมาเจียระไนให้งดงามเหมาะที่จะเป็นเครื่องประเทืองปัญญาและนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมสำหรับผู้ใคร่ธรรมทั้งหลาย…”

สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี

 

คำนิยม



โดย พระธรรมกิตติวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ

อนุโมทนาภารดี

เป็นที่รู้กันทั่วไปในหมู่ผู้ศึกษาธรรมว่าพระพุทธพจน์ที่เรียกรวมว่า “พระธรรม” คำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั้นงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด มีความหมายและอักษรพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คือมีความงดงามไพเราะ อัดแน่นด้วยสาระตลอดสายตั้งแต่คำต้นจนถึงคำสุดท้าย หรือตั้งแต่อักษรตัวต้นจนถึงอักษรตัวสุดท้าย เหมือนเพชรน้ำเอกที่ผ่านการเจียระไนมาดีแล้ว โดยมณิการผู้ฉลาดชำนาญ ผู้ที่ได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์พุทธองค์ต่างก็เข้าใจและเข้าถึงเนื้อหาสาระแห่งพระพุทธพจน์นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งเกิดความซาบซึ้งกำหนดจดจำนำไปปฏิบัติตาม ได้รับผลเป็นความสุขความเจริญและความหมดสิ้นกิเลสกันทั่วหน้า

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปยาวนานนับร้อยนับพันปี ผู้ที่เข้าใจพระพุทธพจน์โดยชัดเจนถูกต้องก็ลดน้อยถอยลง ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากภาษาพุทธพจน์นั้นเริ่มเป็นภาษาโบราณ ผู้คนในท้องถิ่นคือในดินแดนภารตประเทศเองก็มิได้ศึกษาสานต่ออย่างจริงจัง ยิ่งพระพุทธพจน์ที่ถูกนำไปถ่ายทอดเผยแพร่ในต่างถิ่น เช่น ลังกา พม่า ไทย ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการยากที่จะเข้าใจได้ถ่องแท้ จำต้องอาศัยบัณฑิตชนคนผู้รู้ทั้งหลายแปลพระพุทธพจน์นั้นเป็นภาษาของตนๆ เพื่อให้คนในประเทศตนได้รู้และเข้าใจ ลำพังการแปลความอักษรที่ปรากฏอยู่ก็เป็นการยากไม่น้อยอยู่แล้ว แต่ที่ยากยิ่งไปกว่านั้นก็คือการแปลแล้วตีความอธิบายขยายความพระพุทธพจน์ให้แจ่มแจ้งประจักษ์ มิให้ความหมายผิดเพี้ยน ให้ตรงตามพุทธประสงค์ของการตรัส และให้ได้สาระสำคัญของพระพุทธพจน์บทนั้นๆ นี่ต่างหากเล่าที่นับว่ายาก ท่านผู้รู้จริงและรู้แจ้งเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้ ข้อนี้ก็ตรงกับที่พระพุทธองค์ทรงปริวิตกพระทัยคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนตรัสรู้ใหม่ๆ ว่า

“ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้เป็นธรรมลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบประณีต หยั่งถึงไม่ได้ด้วยตรรกะ (ความตรึก) ละเอียด รู้ได้แต่บัณฑิต...”

ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ยังมีผู้รู้ ผู้คงแก่เรียน และมีความรู้ความเข้าใจถึงพระพุทธพจน์อยู่ในขั้นดี เพราะศึกษามาดีแล้วในด้านปริยัติหรือในด้านปฏิบัติหรือทั้งสองด้าน ได้ใช้สติปัญญา ใช้วิริยอุตสาหะและความกล้าหาญ เฟ้นหาพระพุทธพจน์ที่ตนเห็นว่าเหมาะสมกับประชุมชนกลุ่มเป้าหมายต่างๆ แล้วนำมาตีความ ขยายความ อธิบายความ ด้วยภาษาง่ายๆ เป็นภาษาร่วมสมัยที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ เป็นเหตุให้ผู้คนรู้จัก เข้าใจ และเข้าถึงพระพุทธพจน์กันโดยไม่ยาก เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาดำรงมั่นคงอยู่มาได้ตราบเท่าทุกวันนี้ หากไม่มีผู้กล้าเช่นนี้แล้วไซร้ พระพุทธพจน์ก็คงจะสถิตมั่นคงอยู่แต่ในหนังสือพระไตรปิฎกซึ่งเรียงเล่มอยู่ในตู้ที่ถูกตั้งประดับไว้ตามห้องสมุดหรือห้องรับแขกของวัดเท่านั้น คงมิได้มีโอกาสออกมาสูดดมอากาศบริสุทธิ์ภายนอกเลย

ในจำนวนผู้กล้าดังกล่าวข้างต้นนั้น พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ เปรียญธรรม 9 ประโยค ก็นับเนื่องอยู่ด้วยรูปหนึ่ง เธอเป็นผู้ใฝ่เรียนใฝ่รู้ เมื่อเรียนจบด้านปริยัติคือสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคแล้ว ก็มุ่งเรียนทางด้านปฏิบัติต่อ เพื่อให้รู้จริงตามที่เรียนมาจากตำราจนเกิดเป็นความรู้แจ้งขึ้น เมื่อรู้แล้วก็มิได้นิ่งเฉย ต้องการแบ่งปันความรู้นั้นไปยังผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนพระพุทธพจน์อื่นๆ ด้วย จึงถ่ายทอดความรู้ด้านต่างๆ ออกมาโดยผ่านตัวอักษรและเป็นรูปเล่มหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า จนเป็นที่ยอมรับกันในหมู่ผู้ศึกษาธรรมทั้งในด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ ทั้งนี้ เพราะภาษาที่เธอใช้เขียนนั้น นอกจากจะกลั่นมาจากจิตใจ และความรู้จริงแล้ว ยังสละสลวย เป็นภาษาร่วมสมัย อ่านเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง แม้ว่าจะดูเป็นภาษาวัยรุ่น แต่ก็น่ารักไปอีกแบบหนึ่ง หากไม่ถือภาษา เก็บแต่เนื้อหาสาระของเรื่องและความตั้งใจถ่ายทอดก็สามารถยอมรับได้ทีเดียว

ข้อสำคัญก็คือความหลากหลายของความคิด มุมมอง แนวการอธิบายขยายความและการตีความ จุดนี้ต่างหากที่น่าจะเป็นจุดเด่นในข้อเขียนและหนังสือของเธอ

หนังสือ “ขุมทรัพย์จากพระไตรปิฎก” นี้ก็เป็นผลงานชิ้นเอกอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งเธอได้ตั้งใจทุ่มเทให้ โดยหวังจะถ่ายทอดข้อธรรมที่เป็นคติ แนวคิด สำหรับดำเนินชีวิตในปัจจุบัน โดยนำของเก่ามาเล่าใหม่ เพื่อให้เห็นว่าชีวิตจริงนั้นไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนย่อมเหมือนกัน คือมีความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง และต้องดำเนินชีวิตไปตามครรลองแห่งความดี ความถูกต้องที่เรียกกันในยุคนี้ว่า “ศีลธรรม” ซึ่งก็คือคำแนะนำ คำเตือน ข้อสังเกต และความจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละบุคคล คำแนะนำเป็นต้นเหล่านี้แหละคือขุมทรัพย์ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ซึ่งสามารถขุดค้นนำมาใช้สอยคือปฏิบัติตามได้อย่างไม่มีวันหมดและไม่มีจบสิ้น ใช้หากินดำรงชีพได้ตลอดไป ทั้งนำไปแจกจ่ายแนะนำสั่งสอนลูกหลานสืบต่อไปด้วย พระมหาอุเทนเธอได้ขุดค้นขุมทรัพย์นั้นมาส่วนหนึ่ง แล้วนำมาเจียระไนให้งดงามเหมาะที่จะเป็นเครื่องประเทืองปัญญาและนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมสำหรับผู้ใคร่ธรรมทั้งหลาย

ขออนุโมทนาและขอแสดงความชื่นชมยินดีในความสำเร็จของเธอมา ณ โอกาสนี้ด้วย หวังว่าเธอคงจะรังสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าเช่นนี้ออกมาสู่บรรณโลกเรื่อยๆ เพราะมีความรู้ ความสามารถ และเจตนาที่งดงามอยู่ในหัวใจเต็มที่อยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือต้นทุนสำคัญที่จะผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนชอบสูงยิ่งขึ้นไป

 

ประวัติผู้เขียน

 

  • เปรียญธรรม 9 ประโยค (ขณะเป็นสามเณร) จากสำนักเรียนวัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ พ.ศ. 2535
  • ปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2536
  • สอนวิชาฉันท์ภาษามคธประโยค ป.ธ. 8 สำนักเรียนวัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ พ.ศ. 2535-2537, 2546-2549
  • สอนวิชาธรรมภาคปฏิบัติวิทยาเขตบาลีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม พ.ศ. 2537-2539
  • สอนวิชาฉันท์ภาษามคธประโยค ป.ธ. 8 สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพฯ พ.ศ. 2541-2542
  • อบรมกรรมฐานให้แก่ผู้สนใจปฏิบัติวิปัสสนา เช่น ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ, โพธิปักขิยธรรมสถาน, วัดสามพระยา
  • หนังสือที่ได้รับจัดพิมพ์เผยแพร่หลายเล่ม เช่น ฉันทปรารมภ์, พุทธประวัติภาคหลากบทกวี, วิปัสสนาสาธิต, วิปัสสนาวิถี, วิปัสสนาภาวนา,
    พระไตรปิฎกร่วมสมัย 1-3, ชมพูพรายแสง ถอดรหัสธรรม, ธรรมยาตรารำลึก แดนพุทธภูมิ, ปริญญาพ้นทุกข์, เสียงธรรมจากผู้พ้นทุกข์, เสียงธรรมจากพระโอษฐ์
  • ปัจจุบันอยู่ที่วัดชนะสงคราม คณะ 9 ถนนจักรพงษ์ บางลำภู กรุงเทพฯ 10200 Email : uten.p9@gmail.com, www.bodhidhara.net

 

ต้องการหนังสือจำนวนมาก
กรุณาติดต่อ

แผนกดูแลลูกค้าพิเศษ โทร 0 2685 2254-5
หรือ info @ dmgbooks.com

qrcode
อ่านหนังสือดี / หนึ่งประโยค เปลี่ยนความคิด / หนึ่งความคิด พลิกชีวิต สร้างชาติ
สงวนลิขสิทธิ์โดย บริษัท ไดเร็ค มีเดีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด พรบ.ลิขสิทธิ์ 2550

496-502 อาคารอัมรินทร์พลาซ่า ชั้น 22 ถ.เพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 (แผนที่)
22nd floor, Amarin Plaza, 496-502 Ploenchit Rd., Lumpini, Pathumwan, Bangkok THAILAND 10330
TEL : (+66) 2685 2255, FAX : (+66) 2685 2299